10 วิธีปรับออฟฟิศเพื่อสร้างความสุขในการทำงาน

Last updated: 12 ก.พ. 2563  | 

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 - 13:54 น.

 

ปัจจุบัน คนเราใช้เวลาในที่ทำงานมากกว่าพักผ่อนอยู่ที่บ้านเสียอีก ดังนั้น หากออฟฟิศมีลักษณะและบรรยากาศที่เหมาะสมย่อมสร้างสุขให้แก่พนักงาน ซึ่งจะนำไปสู่ผลงานที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง วันนี้ขอนำเสนอ 10 วิธีปรับออฟฟิศเพื่อสร้างความสุขในการทำงาน มาฝาก



1. ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ

พนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่คงหลีกเลี่ยงการนั่งอยู่กับที่เป็นระยะเวลานานไม่ได้ แต่การนั่งทำงานโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถนั้นอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพมากมาย อาทิเช่น ปัญญาด้านสายตา โรคกระดูกข้อมือเจ็บปวด ข้อกระดูกนิ้วมือเสื่อม และเหน็บชา เป็นต้น ดังนั้น พนักงานออฟฟิศอย่างเราๆ จึงควรลุกขึ้นยืนหรือเดินเพื่อปรับเปลี่ยนอิริยาบถทุกชั่วโมง ๆ ละ 5 นาที ด็อกเตอร์โรเบิร์ต เกรแฮม ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์ผสมผสานในกรุงนิวยอร์กกล่าวว่า “การปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ระหว่างนั่งทำงานสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน อีกทั้งยังช่วยให้มีสมาธิกับงานที่ทำได้อีกด้วย”



2. ทำอากาศให้บริสุทธิ์

อากาศที่ไม่บริสุทธิ์ในสถานที่ทำงานนับเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้จากการทำงาน อาทิเช่น อาการไวต่อสารเคมีที่อยู่ในสี หรือสิ่งสกปรกในพรมหรือเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ หรือผื่นคัน นอกจากนั้น อากาศที่ไม่ถ่ายเททำให้ศักยภาพในการทำงานของสมองลดลอง จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี ค.ศ. 2015 พบว่า พนักงานในออฟฟิศที่มีการระบายอากาศได้ดีและมีระดับสิ่งเจือปนในอากาศต่ำ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยการปรับปรุงระบบระบายอากาศ หรืออาจเปิดหน้าต่างเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกเสียบ้าง หรือถ้าหากใครมีงบประมาณมากหน่อย อาจซื้อเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กประจำตัวเลยก็ได้



3. เพิ่มพื้นที่สีเขียว

ด็อกเตอร์ แซลลี่ ออกัสติน นักจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า โทนสีเขียวมีผลต่อการกระตุ้นพลังความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น การเปลี่ยนเฉดสีของกำแพงให้เป็นสีโทนเย็น อย่างสีเขียวเขียวอ่อนจะช่วยให้จิตใจของคนทำงานสงบ พร้อมทำงานมากยิ่งขึ้น แต่หากไม่สามารถเปลี่ยนสีผนังได้ ก็ลองหาข้าวของเครื่องใช้สำนักงานที่เป็นโทนสีเขียว มาวางไว้บนโต๊ะก็พออนุโลมได้เหมือนกัน



4.ปลูกต้นไม้ในออฟฟิศ
การนำเอาธรรมชาติเข้ามาผสมผสานในออฟฟิศนับเป็นการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้อีกวิธีหนึ่ง อีกทั้งยังช่วยให้สุขภาพของพนักงานดีขึ้นอีกด้วย ด็อกเตอร์แซลลี่ ออกัสตินกล่าวว่า “พืชสามารถส่งผลในเชิงบวกต่อแนวคิดด้านจิตวิทยาได้”

การปลูกต้นไม้ในออฟฟิศ ไม่ได้หมายถึงการยกป่ามาไว้ในออฟฟิศ แต่หมายถึงการวางกระถางต้นไม้เล็กๆ เอาไว้บนโต๊ะทำงาน หรืออาจจัดวางต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกนิดเอาไว้ตรงมุมห้องทำงาน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ต้นไม้ที่จะนำมาปลูกในออฟฟิศควรเป็นไม้ใบ แต่ไม่ควรปลูกดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมฉุน เพราะอาจรบกวนสมาธิในการทำงานได้



5. วางของบนโต๊ะให้น้อยชิ้น

การตกแต่งโต๊ะทำงานด้วยสิ่งของที่เป็นสไตล์ของคุณ หรือมีความสำคัญต่อคุณช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และเพิ่มความสุขในการทำงานได้ แต่ถ้าจัดวางข้าวของต่างๆ มากจนเกินไปก็อาจทำให้คุณรู้สึกเครียดได้เช่นกัน เนื่องจากสมองของคุณส่วนหนึ่งจะถูกใช้ไปกับการสังเกต และวิเคราะห์ข้าวของที่อยู่ตรงหน้า

การจัดวางอุปกรณ์บนโต๊ะทำงานที่เหมาะสม คือ การเลือกสิ่งของที่มีความสำคัญต่อคุณจริงๆ เพียง 3-4 ชิ้น อาทิเช่น ภาพครอบครัว หรือรางวัลที่ทำให้คุณรู้สึกภาคภูมิใจ และจัดวางสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในระดับสายตาที่คุณสามารถมองเห็นได้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำงาน



6. สุคนธบำบัด

จากการศึกษาวิจัยของด็อกเตอร์แซลลี่ ออกัสตินพบว่า กลิ่นของพืชตระกูลส้มช่วยให้ รู้สึกกระปรี้กระเปร่า อีกทั้งยังช่วยพัฒนาความคิดและความจำอีกด้วย แต่ไม่ควรใช้เทียนหอมหรือสเปรย์ปรับอากาศเพื่อสร้างกลิ่นหอมภายในห้องหรือสถานที่ทำงาน เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มีสารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้น ถ้าหากต้องการให้สถานที่ทำงานมีกลิ่นหอมควรเลือกใช้นำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นธรรมชาติ



7. หยุดรับประทานอาหารกลางวันบนโต๊ะทำงาน

การรับประทานอาหารกลางวันบนโต๊ะทำงานเป็นกิจกรรมที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการที่คุณได้ออกไปรับประทานอาหารเที่ยงนอกออฟฟิศจะทำให้คุณได้ออกจากบรรยากาศเดิมๆ และได้พูดคุยกับพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ นับเป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริงในระหว่างวัน

การรับประทานอาหารกลางวันนอกออฟฟิศทำให้เราได้พักสายตา และละความสนใจออกจากงานที่ทำชั่วขณะ ซึ่งถือเป็นการรีเซ็ทสมองระหว่างวัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในช่วงบ่าย และยังช่วยลดความอ้วนได้อีกด้วย เพราะการรับประทานอาหารกลางวันในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย มักทำให้เรารับประทานมากเกินความจำเป็น



8. นั่งให้ถูกท่า

การนั่งทำงานอยู่กับที่ตลอดทั้งวันว่าแย่แล้ว แต่การนั่งผิดวิธีนั้นแย่ยิ่งกว่า เพราะท่านั่งที่เหมาะสมส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเช่น การนั่งยืดหลังตรงทำให้เรารู้สึกถึงความสำเร็จ ในขณะที่การนั่งหลังโก่ง หรือการนั่งงอตัวทำให้เรารู้สึกเหนื่อยหน่ายและขี้เกียจ” นอกจากนั้น การนั่งหลังค่อมในขณะใช้คอมพิวเตอร์สามารถทำให้เกิดอาการปวดหลังได้อีกด้วย

การนั่งทำงานที่ถูกวิธีคือ การนั่งโดยที่จอภาพคอมพิวเตอร์อยู่ระดับเดียวกับสายตา ห่างจากตาประมาณ 12-18 นิ้ว ไม่ยกไหล่ขณะพิมพ์งาน ปรับพนักพิงประมาณ 100 องศา และนั่งให้ศอกตั้งฉากกับลำตัว คียบอร์ดอยู่ระดับเดียวกันกับเมาท์ สะโพกและขาต้องตั้งฉากกัน และควรนั่งเก้าอี้ให้เต็มก้น ความสูงของเก้าอี้ต้องพอเหมาะ ในกรณีที่นั่งทำงานเป็นระยะเวลานานควรมีที่พักเท้าด้วย



9. ออกกำลังกายบ้างระหว่างวัน

การออกกำลังกายอย่างเต็มรูปแบบอาจเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากสำหรับพนักงานออฟฟิศทั่วไป ถึงอย่างนั้นก็จำเป็นจะต้องยืดเส้นยืดสายระหว่างวันเสียบ้าง โดยใช้อุปกรณ์ขนาดกระทัดรัด อย่างเช่น ดัมเบลขนาดเล็ก หรือยางยืดออกกำลังกาย และควรจัดวางอุปกรณ์เหล่านี้ให้อยู่ในที่ที่ตนเองสามารถมองเห็นได้ เพื่อกระตุ้นความรู้สึกอยากออกกำลังกาย แต่ถ้าหากคุณไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ สามารถออกกำลังกายแบที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น การวิดพื้นในท่ายืน หรือการยืนแกว่งแขน เป็นต้น



10. ปรับแสงให้เหมาะสม

ผลการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นระบุว่า แสงธรรมชาติสามารถควบคุมระดับความเครียดและนาฬิกาชีวิตได้ ดังนั้น การนั่งอยู่ติดริมหน้าต่างจึงเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุด
สำหรับออฟฟิศที่มีหน้าต่างค่อนข้างน้อยสามารถใช้วิธีการปรับแสงไฟภายในออฟฟิศแทน โดยการใช้หลอดไฟที่ให้แสงสีฟ้าซึ่งเป็นแสงโทนเย็นจะช่วยพัฒนาการคิดเชิงวิเคราะห์ ขณะที่แสงสีส้มช่วยส่งเสริมด้านปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง แต่ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนสีหลอดไปในออฟฟิศได้ ก็อาจเลือกใช้โคมไฟตั้งโต๊ะที่เราสามารถเลือกเปิดปิดได้ตามใจชอบ นอกจากนั้นการใช้โคมไฟตั้งโต๊ะยังช่วยลดอาการเพลียดวงตาได้อีกด้วย

 

อ้างอิง: https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/58698.html